วงการเกษตรอินทรีย์กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ท้าทายและเข้มข้นขึ้นกว่าเดิม! สหภาพยุโรป (EU) ได้ปรับปรุงกฎระเบียบด้านเกษตรอินทรีย์ใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อกลุ่มเกษตรกร (Producer Groups) ทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดยกฎใหม่นี้จะเริ่มบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ 1 มกราคม 2568 (2025) เป็นต้นไป
หัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลง: จาก "ความทัดเทียม" สู่ "การปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด"
ที่ผ่านมา การส่งออกสินค้าอินทรีย์ไปยัง EU ใช้ระบบ "ความทัดเทียม" (Equivalence) ซึ่งอนุโลมให้ปรับใช้มาตรฐานตามบริบทของแต่ละประเทศได้ แต่กฎหมายใหม่ได้เปลี่ยนไปใช้ระบบ "การปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด" (Compliance) หมายความว่า เกษตรกรนอก EU จะต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ลงลึกและละเอียดแบบเดียวกับเกษตรกรในยุโรปทุกประการ โดยไม่มีข้อยกเว้น
ประเด็นหลักที่เปลี่ยนแปลงไป:
- นิยามของ "กลุ่มผู้ผลิต" ใหม่: มีข้อกำหนดที่เข้มงวดขึ้นในเรื่องของสถานะทางกฎหมาย ขนาดพื้นที่ และองค์ประกอบของสมาชิก
- ระบบควบคุมภายใน (ICS) ที่รัดกุมขึ้น: ยกระดับความสำคัญของผู้จัดการ ICS และการตรวจสอบย้อนกลับที่ต้องโปร่งใสในทุกขั้นตอน
- การตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก (CB) ที่เข้มข้นขึ้น: ปรับอัตราการสุ่มตรวจสมาชิกในกลุ่มขั้นต่ำเป็น 5% และมีการสุ่มตรวจผลผลิตขั้นต่ำ 2% ทุกปี
แม้กฎระเบียบนี้จะดูยุ่งยากและอาจเพิ่มต้นทุนในการจัดการ แต่ในมุมหนึ่ง นี่คือการสร้างมาตรฐานเดียวที่เท่าเทียมกันทั่วโลก (Level Playing Field) ซึ่งจะช่วยยกระดับความน่าเชื่อถือของสินค้าอินทรีย์จาก ในไร่ ฟาร์ม (Nairai Farm) ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากยิ่งขึ้น